23 มีนาคม 2552

ดัชนีหุ้นไทยมีลุ้น 500 จุด

บล. ทิสโก้ชี้ดัชนีหุ้นไทยมีลุ้นแตะ 500 จุด
แนะลงทุน HMPRO เพื่อรับปันผล หลังยอดขายยังแกร่ง

นายชัยพัชร ธนวัฒโน รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยตลาดทุน บล. ทิสโก้ กล่าวในรายการก้าวทันตลาดทุน ว่า ดัชนีหุ้นไทยในวันนี้ น่าจะได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงาน และเนื่องจากดัชนีในไตรมาส 2/52 ยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้ (Bear Market Rally) ทำให้มีการซื้อขายในตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้หุ้นไทยมีแนวโน้มขึ้นไปแตะ 500 จุด แต่ก็จะเกิดขึ้นในช่วงสั้น ๆ เพียง 1 ไตรมาสเท่านั้น และการที่นักลงทุนต่างชาติยังไม่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากนัก จึงยังไม่มีแรงขายออกมา

ส่วนการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีแผนจะซื้อพันธบัตรระยะยาว ก็น่าจะทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินสหรัฐฯดีขึ้น และจะกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลงด้วย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องจากจะมีการโยกเงินเข้าไปในตลาดที่มีค่าเงินแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่า เงินดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลก็ไม่น่าจะมีผลต่อหุ้นไทยมากนัก

บล. ทิสโก้แนะนำให้ลงทุนหุ้นบมจ. โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) โดยมองว่าเป็นหุ้นที่จะได้รับผลดีจากการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และยอดขายในไตรมาส 1/52 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากจากการจัดงาน โฮมโปร เอ็กซ์โปร ส่วนการที่มีลูกค้าเป็นกลุ่มที่มีบ้านอยู่แล้วเป็นสัดส่วนถึง 70% ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้แม้ว่าเศรษฐกิจและยอดขายบ้านใหม่จะไม่ดีนัก เพราะเชื่อว่า จะต้องมีการซ่อมแซมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ HMPRO ยังมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง เนื่องจากมีอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุนที่ 0.4 เท่า แม้ว่าจะมีการขยายสาขาใหม่ 3-4 แห่งต่อปี โดยกำไรสุทธิของ HMPRO ปี 2552 อาจปรับลดลงเล็กน้อยจากภาวะเศรษฐกิจ และจากฐานกำไรที่สูงมากในปี 2551 และแม้ว่าราคาหุ้น HMPRO ในขณะนี้ได้ปรับเพิ่มขึ้นมาสะท้อนเงินปันผลที่ 0.35 บาทต่อหุ้น โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 16 เมษายน 2552 แต่ก็เชื่อว่าราคาหุ้นจะไม่ปรับลดลงไปมากหากขึ้นเครื่องหมาย XD เพราะยอดขายและกำไรยังมีแนวโน้มที่ดี

บล. ทิสโก้ให้ราคาที่เหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานของหุ้น HMPRO ไว้ที่ 4.30 บาท





เกาะติดหุ้นร้อน

เกาะติดหุ้นร้อน


- หุ้นร้อนสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นอินเตอร์ แนชั่นเนิล เอนจีเนียริง (IEC) ทำราคา หวือหวาเก็งกำไรข่าวลดทุนแจกวอร์แรนต์ จาก 0.39 บาท ขึ้นมาอยู่ที่ 0.80 บาท เพิ่มขึ้น 105.12% ในที่สุดคณะกรรมการก็มีมติลดทุนจดทะเบียนจาก 2,000 ล้านบาท เหลือ 1,814 ล้านบาท และงดจ่ายปันผล แต่ปลอบใจผู้ถือหุ้นด้วยการแตกพาร์ จาก 1 บาท เป็น 0.10 บาท และออกหุ้นเพิ่มทุน 3,628 ล้านหุ้น แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 9,071 ล้านหุ้น ในอัตรา 2 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ราคา 0.05 บาท วอร์แรนต์ 9,071 ล้านหน่วย ในอัตรา 2 หุ้นเดิมต่อ 1 วอร์แรนต์





- ยิ่งใกล้วันประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีมิโก้ (ZMICO) ราคาก็ปรับขึ้นเอาๆ จาก 1.32 บาท อยู่ที่ 1.80 บาท โดยวันที่ 20 มี.ค.นี้ จะมีการโหวตครั้งที่ 2 ในเรื่องการโยนสินทรัพย์เงินสดมูลค่า 500 ล้านบาทจาก บล.กรุงไทย มาให้ บล.ซีมิโก้ หลังควบรวมกิจการระหว่างกันเรียบร้อย ตั้งแต่ปลายปี" 51 ซึ่งผู้บริหาร ZMICO ก็ยอมรับว่าเร่งตุนใบมอบฉันทะของผู้ถือหุ้นไว้ในมือ หวังจะโหวตให้ผ่านรอบนี้ให้ได้ หลังครั้งก่อนหน้า โหวตเสียงตกไป

- ข้ามหน้าข้ามตาหุ้นเหล็กในกลุ่ม ทั้งที่ความต้องการใช้เหล็กในตลาดโลกหดตัวลง แต่ หุ้นเพิ่มสินสตีลเวิคส์ (PERM) กลับพุ่งพรวด จากราคา 1.04 บาท มาอยู่ที่ 1.58 บาท เพราะมีข่าวรายใหญ่ดอดเก็บหุ้นจนขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และขอนั่ง กรรมการ 2 คน และกรรมการตรวจสอบด้วย แต่ผู้บริหาร PERM มั่นใจว่าจะสามารถครองความเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดได้ และจะมีการโหวตเสียงเลือกกรรมการ ซึ่งจะต้องเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 50% จึงเป็นหน้าที่ของผู้ถือหุ้นที่จะเลือกกรรมการ

- หุ้นน้ำตาลขอนแก่น (KSL) ราคาหุ้น วิ่งขึ้นจาก 6 บาท อยู่ที่ 6.7 บาท หลังโชว์ไตรมาส 1/ 52 กำไรเติบโต 138% จากงวดเดียวกันปีก่อน เนื่องจากวัตถุดิบเก่ามีต้นทุนต่ำ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นขึ้นมาที่ 33.8% ด้าน บล.นครหลวงไทย มีมุมมองเชิงบวก หลังราคาน้ำตาลในตลาดโลกมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง ประกอบกับประเทศลาวและกัมพูชามีการลงทุนสร้างโรงงานน้ำตาลเพื่อขายให้กลุ่ม ประเทศยุโรป ซึ่งจะกำหนดราคาขายที่สูงกว่า จึงแนะนำ "ซื้อ" โดยให้ราคาเหมาะสม 8.20 บาท

เกาะติดหุ้นร้อน

เกาะติดหุ้นร้อน


- หุ้นร้อนสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นอินเตอร์ แนชั่นเนิล เอนจีเนียริง (IEC) ทำราคา หวือหวาเก็งกำไรข่าวลดทุนแจกวอร์แรนต์ จาก 0.39 บาท ขึ้นมาอยู่ที่ 0.80 บาท เพิ่มขึ้น 105.12% ในที่สุดคณะกรรมการก็มีมติลดทุนจดทะเบียนจาก 2,000 ล้านบาท เหลือ 1,814 ล้านบาท และงดจ่ายปันผล แต่ปลอบใจผู้ถือหุ้นด้วยการแตกพาร์ จาก 1 บาท เป็น 0.10 บาท และออกหุ้นเพิ่มทุน 3,628 ล้านหุ้น แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 9,071 ล้านหุ้น ในอัตรา 2 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ราคา 0.05 บาท วอร์แรนต์ 9,071 ล้านหน่วย ในอัตรา 2 หุ้นเดิมต่อ 1 วอร์แรนต์





- ยิ่งใกล้วันประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีมิโก้ (ZMICO) ราคาก็ปรับขึ้นเอาๆ จาก 1.32 บาท อยู่ที่ 1.80 บาท โดยวันที่ 20 มี.ค.นี้ จะมีการโหวตครั้งที่ 2 ในเรื่องการโยนสินทรัพย์เงินสดมูลค่า 500 ล้านบาทจาก บล.กรุงไทย มาให้ บล.ซีมิโก้ หลังควบรวมกิจการระหว่างกันเรียบร้อย ตั้งแต่ปลายปี" 51 ซึ่งผู้บริหาร ZMICO ก็ยอมรับว่าเร่งตุนใบมอบฉันทะของผู้ถือหุ้นไว้ในมือ หวังจะโหวตให้ผ่านรอบนี้ให้ได้ หลังครั้งก่อนหน้า โหวตเสียงตกไป

- ข้ามหน้าข้ามตาหุ้นเหล็กในกลุ่ม ทั้งที่ความต้องการใช้เหล็กในตลาดโลกหดตัวลง แต่ หุ้นเพิ่มสินสตีลเวิคส์ (PERM) กลับพุ่งพรวด จากราคา 1.04 บาท มาอยู่ที่ 1.58 บาท เพราะมีข่าวรายใหญ่ดอดเก็บหุ้นจนขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และขอนั่ง กรรมการ 2 คน และกรรมการตรวจสอบด้วย แต่ผู้บริหาร PERM มั่นใจว่าจะสามารถครองความเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดได้ และจะมีการโหวตเสียงเลือกกรรมการ ซึ่งจะต้องเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 50% จึงเป็นหน้าที่ของผู้ถือหุ้นที่จะเลือกกรรมการ

- หุ้นน้ำตาลขอนแก่น (KSL) ราคาหุ้น วิ่งขึ้นจาก 6 บาท อยู่ที่ 6.7 บาท หลังโชว์ไตรมาส 1/ 52 กำไรเติบโต 138% จากงวดเดียวกันปีก่อน เนื่องจากวัตถุดิบเก่ามีต้นทุนต่ำ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นขึ้นมาที่ 33.8% ด้าน บล.นครหลวงไทย มีมุมมองเชิงบวก หลังราคาน้ำตาลในตลาดโลกมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง ประกอบกับประเทศลาวและกัมพูชามีการลงทุนสร้างโรงงานน้ำตาลเพื่อขายให้กลุ่ม ประเทศยุโรป ซึ่งจะกำหนดราคาขายที่สูงกว่า จึงแนะนำ "ซื้อ" โดยให้ราคาเหมาะสม 8.20 บาท

คาดตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวขึ้น

กสิกรไทยคาดตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวขึ้น รอแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบ โดยปัจจัยต่างประเทศยังคงมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทย ขณะที่มูลค่าการซื้อขายยังคงเบาบาง โดยดัชนีหุ้นไทยปิดลบเล็กน้อยในวันจันทร์ แม้ว่าจะมีแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงาน เทคโนโลยี และอสังหาริมทรัพย์ถ่วงตลาด แต่ก็มีแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารและขนส่งเข้ามาช่วยพยุงตลาด หลังจากนั้น ดัชนีปิดปรับตัวลงต่อในวันอังคาร ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยและปัญหาแรงงาน ขณะที่ตลาดยังคงติดตามการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตาม ดัชนีปรับตัวขึ้นได้ในวันพุธ โดยได้รับแรงหนุนจากตัวเลขส่งออกที่หดตัวน้อยลงกว่าในเดือนก่อนหน้า ขณะที่มีแรงซื้อนำในกลุ่มพลังงาน ธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ แต่มูลค่าการซื้อขายยังคงเบาบาง โดยนักลงทุนบางส่วนยังรอดูผลการประชุมนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 17-18 มีนาคม หลังจากนั้น ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อในวันพฤหัสบดี โดยในภาคเช้าได้รับแรงหนุนจากการปรับขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐ ขณะที่มีแรงซื้อหุ้นในกลุ่มพลังงาน เทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ และขนส่ง แต่ยังไม่สามารถผ่านแนวต้านสำคัญที่ระดับ 430 จุด เนื่องจากมีแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มธนาคารในภาคบ่าย ส่วนในวันศุกร์ ดัชนีปรับตัวขึ้นในภาคเช้า จากแรงซื้อในหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามทิศทางของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้น ขณะที่ในภาคบ่ายมีแรงขายมากขึ้น นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคาร เทคโนโลยี และอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ดัชนีปิดบวกได้เพียงเล็กน้อย

สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ (23-27 มี.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยและบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีน่าจะแกว่งตัวขึ้น

โดยอาจได้รับแรงหนุนจากมาตรการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะอัดฉีดเงินอีก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าสู่ระบบการเงิน และการพิจารณายกเลิกมาตรฐานบัญชี mark-to-market เป็นการชั่วคราว

ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้อาจส่งผลบวกต่อตลาดหุ้น นอกจากนี้ ยังคงต้องติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ราคาน้ำมันในตลาดโลก การปรับตัวของตลาดหุ้นภูมิภาค ตลอดจนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ ส่วนปัจจัยในประเทศ ได้แก่ การพิจารณากรอบเงินกู้ 70,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ในวันอังคารที่ 24 มี.ค. และความเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด

คาดว่าดัชนีจะมีแนวรับที่ 426 และ 420 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 435 และ 442 จุด ตามลำดับ


ที่มา:สำนักข่าวไทย

เกาะติดตลาดหุ้น-เงิน

เกาะติดตลาดหุ้น-เงิน

- ตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีวันแรกปิดที่ 426.61 จุด ลดลง 0.18 จุด มูลค่าการซื้อขาย 6,400.43 ล้านบาท จากการที่ตลาดชะลอดูหลังปัญหาการล้มละลาย ของสถาบันการเงินในสหรัฐ

- กลางสัปดาห์ดัชนีปิด 426.20 จุด เพิ่มขึ้น 3.88 จุด มูลค่าการซื้อขาย 5,664.09 ล้านบาท เป็นผลมาจากการคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางในยุโรป รวมทั้งการเสริมสภาพคล่องในภาคการเงิน ด้วยการที่เฟดจะเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐ มูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระยะ 6 เดือนข้างหน้านี้





- ท้ายสัปดาห์ดัชนีปิดที่ 429.64 จุด บวก 1.92 จุด มูลค่าการซื้อขาย 8,089.65 ล้านบาท โดยตลาดยังมีแรงกดดันจากการประกาศมาตรการเข้ามาเพิ่มสภาพคล่องของเฟด ซึ่งนักลงทุนยังกังวลถึงความเป็นไปได้ของแผนดังกล่าว

- สัปดาห์นี้ บล.บัวหลวง คาดว่าดัชนียังแกว่งตัว โดยมีปัจจัยกดดันจากต่างประเทศ ให้แนวรับที่ 420 จุด แนวต้าน 430-435 จุด

- ด้านค่าเงินบาท เปิดตลาดต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ 35.93/96 บาท/ดอลลาร์ หลังจากนั้นปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการอ่อนค่าลงของดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มเชื่อมั่นในเศรษฐกิจสหรัฐ ภายหลังสถาบันการเงินขนาดใหญ่ได้ประกาศว่าธนาคารมีกำไรใน 2 เดือนแรกของปี ตลอดจนมาตรการเสริมสภาพคล่องทำให้นักลงทุนลดการถือครองดอลลาร์ลง ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลหลักๆ รวมถึงเงินบาทของไทย

- กลางสัปดาห์เงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ ระหว่าง 35.50/85 จากนั้นได้เคลื่อนไหวสู่ระดับแข็งค่าที่สุดในสัปดาห์ที่ 35.34 จนปิดตลาดที่ 35.34/36 บาท/ดอลลาร์

- สัปดาห์นี้นักค้าเงินจากธนาคารกรุงศรี อยุธยา คาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 35.20/60 บาท/ดอลลาร์ โดยยังต้องติดตามสถานการณ์เงินดอลลาร์อย่างใกล้ชิด

20 มีนาคม 2552

เศรษฐกิจโลกปีนี้จะถดถอย

ไอเอ็มเอฟ ระบุเศรษฐกิจโลกปีนี้จะถดถอย 0.5%-1.0%

20 มี.ค.-เศรษฐกิจโลกปีนี้จะถดถอยระหว่าง 0.5%-1.0% ถือเป็นการถดถอยทางเศรษฐกิจทั่วโลกครั้งแรกในรอบ 60 ปี

จากรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ที่เตรียมนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศจี 20 ในเดือนหน้า ระบุว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะถดถอยระหว่าง 0.5%-1.0% ถือเป็นการถดถอยทางเศรษฐกิจทั่วโลกครั้งแรกในรอบ 60 ปี โดยประเทศพัฒนาแล้วจะเผชิญกับการถดถอยอย่างรุนแรงที่สุด อันเนื่องมาจากได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลก ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะดิ่งลงถึง 3-3.5% ในปีนี้ แม้หลายประเทศจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่มาแล้วก็ตาม

ไอเอ็มเอฟยังเตือนว่า วิกฤติเศรษฐกิจจะยังคงย่ำแย่ต่อไป หากรัฐบาลของทุกประเทศ ยังไม่สามารถแก้ไขวิกฤติภาคธนาคารและสถาบันการเงินได้


ที่มา:สำนักข่าวไทย

เอไอจีแจกโบนัส

เฟดทราบเรื่องเอไอจีแจกโบนัส แต่ไม่แจ้งคลัง-ผู้นำสหรัฐ



วอชิงตัน 19 มี.ค. - เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทราบเกี่ยวกับเรื่องการแจกเงินโบนัสให้ผู้บริหารของบริษัท เอไอจี มานานหลายเดือนแล้ว แต่ไม่ได้แจ้งทางกระทรวงการคลัง หรือทำเนียบขาว

หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ รายงานอ้างเจ้าหน้าที่รัฐและพนักงานบริษัทว่า บริษัท อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (เอไอจี) แจ้งให้เฟดทราบเมื่อ 3 เดือนก่อน ว่าจะจ่ายเงิน 165 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (5,940 ล้านบาท) ให้กับพนักงานในบริษัทฯ เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ทั้งที่บริษัทฯ ขอรับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งเป็นเงินภาษีประชาชน เพื่อพยุงฐานะทางธุรกิจให้รอดพ้นจากการล้มละลายในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลก และสร้างความไม่พอใจให้กับชาวอเมริกันทันทีที่ทราบข่าว

นายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า เขาไม่ได้รับทราบเกี่ยวกับจำนวนเงินและเวลาในการแจกโบนัสของบริษัทฯ ซึ่งเขาได้หารือกับเจ้าหน้าที่คลัง เพื่อพิจารณาแนวทางต่อไป และได้ข้อสรุปว่า รัฐบาลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อตกลงของบริษัทฯ ที่เคยทำไว้ได้


ที่มา: สำนักข่าวไทย

Template by - Abdul Munir | Blogging4