แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้นไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้นไทย แสดงบทความทั้งหมด

11 มีนาคม 2552

หุ้นไทย 'ห่านทองคำ'

หุ้นไทย'ห่านทองคำ' ปี 51 บริษัทจดทะเบียน จ่ายปันผลรวมกว่า186,000ล้านบาท



กรุงเทพฯ 10 มี.ค. - นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ณ วันที่ 2 มีนาคม 2552 บริษัทจดทะเบียนใน ตลท. และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ รวม 272 บริษัท หรือร้อยละ 52 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 521 บริษัท (ไม่รวมบริษัทจดทะเบียนกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนและกลุ่มที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด ประกาศจ่ายปันผลประจำปี 2551 โดยมีมูลค่าปันผลที่ประกาศจ่ายรวมกันสูงถึง 186,764 ล้านบาท หรือร้อยละ 56 ของกำไรสุทธิรวมของบริษัทดังกล่าว ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนจากปันผลเฉลี่ยของ ตลท. และเอ็มเอไอ อยู่ที่ร้อยละ 6.65

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอัตราส่วนปันผลตอบแทนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

กลุ่มวัตถุดิบและสินค้าอุตสาหกรรม เท่ากับร้อยละ 12.65
โดยหมวดวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักรเท่ากับร้อยละ 14.41
รองลงมา คือ หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ เท่ากับร้อยละ 13.43 2

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ร้อยละ 8.09
โดยกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์สูงสุดเท่ากับร้อยละ 9.67
รองลงมาคือหมวดวัสดุก่อสร้างเท่ากับร้อยละ 7.85

และกลุ่มบริการ ร้อยละ 7.36
โดยหมวดขนส่งและโลจิสติกส์เท่ากับร้อยละ 16.95
รองลงมาคือหมวดพาณิชย์เท่ากับร้อยละ 6.51

ส่วนบริษัทจดทะเบียนในเอ็มเอไอ ที่ประกาศจ่ายปันผลประจำปี 2551 แล้วมีจำนวน 32 บริษัท จากทั้งหมด 51 บริษัท รวมมูลค่าปันผล 1,039 ล้านบาท หรือร้อยละ 47 ของกำไรสุทธิรวม และคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากปันผล เฉลี่ยร้อยละ 6.88

สำหรับบริษัทที่มีอัตราส่วนปันผลตอบแทนสูงสุด 3 อันดับแรก
บมจ. สตีล อินเตอร์เทค (STEEL) ร้อยละ 18.12
บมจ. ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส (UMS) ร้อยละ 15.23
และ บมจ.ปิโก (ไทยแลนด์) (PICO) ร้อยละ 15.20 ตามลำดับ


สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมใน ตลท. ที่มีมูลค่าการจ่ายปันผลรวมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

กลุ่มทรัพยากร จ่ายปันผลรวม 65,768 ล้านบาท
ซึ่ง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีมูลค่าปันผลจ่ายสูงสุด 22,562.43 ล้านบาท และมี อัตราส่วนปันผลตอบแทนร้อยละ 5.29

กลุ่มเทคโนโลยี จ่ายปันผลมูลค่ารวม 30,112 ล้านบาท
โดย บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส มีมูลค่าปันผลจ่ายสูงสุด 18,658.96 ล้านบาท มีอัตราส่วนปันผลตอบแทนร้อยละ 7.73

กลุ่มธุรกิจการเงิน มีมูลค่าปันผลรวม 24,122 ล้านบาท
โดยธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มีมูลค่าปันผลจ่ายสูงสุด 5,726.53 ล้านบาท มีอัตราส่วนปันผลตอบแทนร้อยละ 4.26

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง มีมูลค่ารวม 23,528 ล้านบาท โดย บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย มีมูลค่าปันผลจ่ายสูงสุด 9,000 ล้านบาท มีอัตราส่วนปันผลตอบแทนร้อยละ 7.58

และกลุ่มบริการ จ่ายปันผลมูลค่ารวม 21,482 ล้านบาท โดย บมจ. ท่าอากาศยานไทย มีมูลค่าปันผลจ่ายสูงสุด 3,685.71 ล้านบาท มีอัตราส่วนปันผลตอบแทนร้อยละ 17.09.

ที่มา: สำนักข่าวไทย

10 มีนาคม 2552

หุ้นไทยอาจได้เห็น 380 จุด

บล. เอเซียพลัสประเมินหุ้นไทยอาจเห็น 380 จุดได้ หากสถานการณ์เลวร้ายลงอีก

ภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล. เอเซียพลัส กล่าวว่า สภาวะการลงทุนในขณะนี้ยังขาดปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุน และมีเพียงปัจจัยลบเท่านั้น อาทิ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 4/51 ที่ขาดทุนรวมถึง 9 หมื่นล้านบาท กดดันกำไรโดยรวมทั้งปีให้หดตัวลง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางการเมืองที่เริ่มมีประเด็นการต่อต้านรัฐบาลกลับมาอีกครั้ง ในขณะที่ภาคการส่งออกที่ย่ำแย่ตามภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ก็ส่งผลให้ดัชนีแกว่งตัวได้ในกรอบแคบ ๆ (Sideway) แต่ก็ยังเชื่อว่าสัปดาห์นี้น่าจะยังสามารถยืนเหนือระดับ 400 จุดได้ แต่ในแง่ที่เลวร้ายที่สุด ก็อาจทำให้ดัชนีร่วงลงไปแตะที่ระดับต่ำสุดเดิม คือ 380 จุดได้ในปีนี้เช่นกัน

ภรณีแนะนำว่า นักลงทุนควรทยอยเข้าลงทุนหุ้นที่คาดว่าน่าจะอยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันได้ หรืออาจเข้าลงทุนกองทุนรวมที่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในช่วงที่ดัชนีลดลงมาใกล้ระดับ 400 จุดก็ได้

สำหรับหุ้น Top Pick ของบล. เอเซียพลัส ในขณะนี้ คือ บมจ. บีอีซี เวิลด์ (BEC), บมจ. ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) , บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) และ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นบริษัทที่ไม่มีปัญหาสภาพคล่อง มีกระแสเงินสดดี ซึ่งจะทำให้อยู่รอดในระยะยาวได้


ดัชนีหุ้นไทยในวันนี้ปิดร่วงลง 8.24 จุด หรือ 1.96% มาอยู่ที่ 411.27 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขายที่ 5,521.27 ล้านบาท

- นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 297.81 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 455.62 ล้านบาท
- นักลงทุนรายย่อย ซื้อสุทธิ 753.43 ล้านบาท

- Money Channel โดยวาสิฏฐี อนุกูล Email: wasittee@set.or.th


นิวโลว์!!

นิวโลว์!!
[10 มี.ค. 52 - 06:04]

ดัชนีหุ้นวันที่ 9 มี.ค.52 ปิดที่ 411.27 จุด ลดลง 8.24 จุด หรือ 1.96% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดหรือนิวโลว์รอบ 3 เดือน หลังระหว่างวันผันผวนในแดนลบ 409.91-419.84 จุด

มีมูลค่าการซื้อขายเบาบางเพียง 5,521.27 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 455.62 ล้านบาท มีแรงขายหนักในหุ้นแบงก์และพลังงาน

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน มองว่า ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแรงตามตลาดหุ้นภูมิภาค เพราะยังคงกดดันจากความกังวลปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกลุ่มสถาบันการเงินและธนาคาร หลังลอยด์แบงก์ของอังกฤษประสบปัญหา ส่งผลให้หุ้นกลุ่มแบงก์ในยุโรปปรับตัวลดลงอย่างหนัก และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องให้ตลาดปรับลงต่อไปได้อีก

มองแนวโน้มตลาดระยะสั้นว่า ยังมีความกังวลกับปัญหาเศรษฐกิจโลกโดยรวม หากเศรษฐกิจโลกยังถดถอย ตลาดหุ้นจะซึมลงต่อเนื่อง แต่ดัชนีคงไม่หลุดระดับ 400 จุดในสัปดาห์นี้ เพราะยังไม่มีปัจจัยลบใหม่ๆ ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อตลาด แต่ประเมินว่าทั้งปีมีโอกาสหลุดลงไปแตะระดับ 380 จุดได้แน่ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ เนื่องจากจะมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญออกมา

แนะกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ นักลงทุนอาจเข้าเล่นระยะสั้นได้ แต่ต้องระมัดระวัง โดยด้านเทคนิคหากมีข่าวลบเข้ามา โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสลงไปแตะระดับ 400 จุดได้

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กิมเอ็งชี้ว่า มีแรงเทขายหุ้นแบงก์ออกมารุนแรงทั้งภูมิภาค หลังหุ้น HSBC ที่ซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกงร่วงลงหนักสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1996 โดยนักลงทุนรายใหญ่พากันเทขายหุ้น จากการคาดการณ์ว่าราคาหุ้นจะร่วงลงอีก หลังการออกหุ้นเพิ่มทุนที่บริษัทประกาศแผนระดมทุน 1.77 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อหนุนงบดุลบัญชี

ขณะที่มองกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีระยะสั้นหลังจากนี้ว่า จะแกว่งในกรอบ 405-415 จุด และยังต้องจับตาการซื้อขายหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่อาจได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มฟื้นขึ้นตามแรงเก็งกำไร ที่คาดว่ากลุ่มประเทศโอเปกจะลดกำลังการผลิตอีกครั้งในการประชุมวันที่ 15 มี.ค.นี้ และเศรษฐกิจจีนมีสัญญาณฟื้นตัว.

อินเด็กซ์ 51


09 มีนาคม 2552

ต่างชาติถือหุ้นไทยเหลือ17%

โบรกชี้ต่างชาติถือหุ้นไทยเหลือ 17% จากปีก่อน 30% นักลงทุนไทยเล่นกันเองในตอนนี้

นางวิริยา ลาภพรหมรัตน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน เปิดเผยว่า หุ้นไทยปรับตัวขึ้นตามตลาดหุ้นยุโรปที่เปิดบวกในช่วงบ่ายวันศุกร์ตามเวลา เมืองไทย หลังจากธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.5% สู่ระดับ 0.5% และ 1.5% และประกาศเข้าซื้อพันธบัตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ


ภรณี ทองเย็น

นอกจากนี้ อีกเหตุผลหนึ่งคือตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติลดลงเหลือเพียง 17% จากปีก่อนอยู่ที่กว่า 30% เพราะกว่า 1 ปีที่ผ่านมาได้ขายหุ้นออกกว่า 1.69 แสนล้านบาท ดังนั้น เมื่อมีข่าวร้ายๆ ในต่างประเทศเกิดขึ้นจึงไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยรุนแรงนัก

อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจในปีนี้ยังบวกได้ดัชนีแถวระดับ 400 จุดสามารถรับได้ แต่หากติดลบก็มีสิทธิลงไปสู่ระดับ 300 จุดเศษ

นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ “ลงทุนหุ้นปันผลอย่างไรเมื่อกำไรทรุด” ว่า สิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือกระแสเงินสดที่อาจจะติดลบ ซึ่งขณะนี้พบว่าบจ.บางแห่งเริ่มติดลบแล้ว ส่งผลกระทบต่อการจ่ายเงินปันผลได้ เช่น บริษัทในอุตสาหกรรมเหล็กและอิเล็กทรอนิกส์

นายวิรไท สันติประภพ รองผู้จัดการสายงานพัฒนาและวางแผนกลยุทธ์องค์กรตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า นักลงทุนควรจะให้ความสำคัญกับการลงทุนในหุ้นขนาดกลางที่อยู่ในตลาดหลัก ทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) เนื่องจากบริษัทขนาดกลางหลายแห่งได้สร้างความแตกต่างในการดำเนินธุรกิจและ จ่ายเงินปันผลได้ดี


ที่มา :โพสต์ทูเดย์

Template by - Abdul Munir | Blogging4